logo |

ข้อมูลข่าวสาร

    หน้าแรก   >     เศรษฐกิจ    >     บทความ

    Fed เริ่มส่งสัญญาณถอนสภาพคล่อง จะลงทุนอย่างไรดี ?

    บทคัดย่อ:เปิดบทวิเคราะห์จะลงทุนอย่างไร เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ เริ่มส่งสัญญาณถอนสภาพคล่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป จากที่ก่อนหน้านี้ Fed พยายามสื่อสารว่าจะยังคงนโยบายผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง
    เปิดบทวิเคราะห์จะลงทุนอย่างไร เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ เริ่มส่งสัญญาณถอนสภาพคล่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป จากที่ก่อนหน้านี้ Fed พยายามสื่อสารว่าจะยังคงนโยบายผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง
    32165.jpg

      โดย ศิริพร สุวรรณการ | คอลัมน์ ส่องโลกสู่ขุมทรัพย์การลงทุน | bangkokbiznews

      ถึงแม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะออกมาสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ ว่าจะยังคงนโยบายผ่อนคลายต่อเนื่อง ทั้งการเข้าซื้อสินทรัพย์ และคงดอกเบี้ยที่ระดับปัจจุบัน (0.00-0.25%) จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายทั้งด้านการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึง การจ้างงานที่กลับมาเท่าช่วงก่อนวิกฤติและเงินเฟ้อกลับมาที่ระดับ 2% ได้อย่างยั่งยืน แม้กระนั้น..ณ เวลานี้เริ่มเห็นนักเศรษฐศาสตร์บางสำนักได้ออกมาคาดการณ์ว่า Fed จะเริ่มถอนสภาพคล่องในปีนี้!

      ด้วยตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว วัดจากดัชนีชี้นำอย่างตัวเลข Composite PMI เดือน พ.ค.ปรับเพิ่มขึ้นทำจุดสูงสุดในประวัติการณ์ที่ 68.1 จุด สะท้อนการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งทั้งในภาคการผลิตและภาคบริการ นอกจากนั้นการจ้างงานก็เริ่มทยอยฟื้นตัวดีขึ้น โดยล่าสุดจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานปรับลดลงทำจุดต่ำสุดตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประกอบเงินเฟ้อที่เริ่มทยอยปรับเพิ่มขึ้นจากผลของทั้งฐานต่ำ การขาดแคลนวัตถุดิบ และกำลังซื้อที่เริ่มกลับมา ทำให้นักเศรษฐศาสตร์พร้อมใจกันปรับเพิ่มประมาณการ GDP ของปี 2021 จากที่คาดว่าเติบโต 4% เป็นราว 6.5% เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวได้ดีพร้อมกับเงินเฟ้อที่เร่งขึ้นเช่นนี้ ทำให้เริ่มเห็นสัญญาณที่ Fed จะเริ่มถอนสภาพคล่อง เช่น

      1. บันทึกการประชุม Fed ในเดือน เม.ย. ระบุว่าคณะกรรมการจะเริ่มหารือเรื่องการปรับลดวงเงินซื้อสินทรัพย์ในการประชุมครั้งถัดๆ ไป

      2. Fed เริ่มถอนสภาพคล่องออกจากตลาดการเงินผ่านการทำ Reverse Repo หรือการขายพันธบัตรรัฐบาลเพื่อดึงเงินออกจากระบบ รวมมูลค่า 4.85 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงสุดในประวัติการณ์

      3. Fed ปรับเพิ่มเพดานของวงเงินที่สถาบันการเงินสามารถฝากไว้ที่ธนาคารกลาง จาก 3 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็น 8 หมื่นล้านดอลลาร์

    2.jpg

      หากมาดูในประเทศอื่นที่มีการเร่งฉีดวัคซีนอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีไม่แพ้กัน ทำให้ธนาคารกลางบางแห่งเริ่มส่งสัญญาณถอนสภาพคล่องเพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป เช่น ธนาคารกลางแคนาดา ถือเป็นประเทศแรกที่ได้ประกาศลดการเข้าซื้อสินทรัพย์ลง 1 ใน 4 ในช่วงปลายเดือน เม.ย. พร้อมส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆ นี้ ตามมาติดๆ ด้วยธนาคารกลางอังกฤษที่ประกาศในการประชุมเดือน พ.ค. ว่าจะลดปริมาณการเข้าซื้อสินทรัพย์ลงจาก 4.4 พันล้านปอนด์ต่อสัปดาห์เป็น 3.4 พันล้านปอนด์

      ย้อนกลับไปในปี 2013 ที่ Fed เริ่มส่งสัญญาณลดวงเงินซื้อสินทรัพย์ หรือที่เรียกว่า QE Tapering นั้นส่งผลให้ตลาดหุ้นผันผวนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ ดัชนี MSCI Emerging Markets ปรับลดลง -14.6% และจะเห็นได้ว่าประเทศที่ฐานะการเงินอ่อนแอจะปรับลดลงมากที่สุดอย่างกลุ่มละตินอเมริกา -18.9% ส่วนประเทศที่พื้นฐานแข็งแกร่งจะปรับลดลงน้อยกว่า เช่น หุ้นไทย (SET Index) -12.9% หุ้นจีน (CSI 300) -11.6% และหุ้นเกาหลีใต้ (KOSPI) -9.0% แต่ตลาดหุ้นสหรัฐนั้นแทบไม่ปรับลดลงเลย (S&P500) -0.6% (ข้อมูลวันที่ 2 พฤษภาคม ถึง 25 มิถุนายน 2013) เนื่องจากยังมีหุ้นกลุ่ม Financials ที่ปรับเพิ่มขึ้นหนุนตลาด ได้อานิสงส์จากบอนด์ยิลด์สหรัฐอายุ 10 ปี ที่ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 100 bps หรือ 1% ในช่วงนั้น

      หากพิจารณาถึงการเคลื่อนไหวของตลาดในรอบนี้พบว่าตลาดได้รับรู้ถึงการปรับลดวงเงินซื้อสินทรัพย์ไปแล้วพอสมควร โดยตั้งแต่ต้นปีบอนด์ยิลด์สหรัฐอายุ 10 ปี ได้ปรับเพิ่มขึ้นมาแล้วราว 70 bps และด้านตลาดหุ้น Emerging markets นั้นพบว่าค่อนข้าง Underperform ตลาดหุ้นสหรัฐโดย MSCI Emerging markets +6% ส่วนดัชนี S&P500 ปรับเพิ่มขึ้นถึง +12% ตั้งแต่ต้นปี (ข้อมูล ณ 31 พฤษภาคม) ดังนั้นถ้าหากว่า Fed ส่งสัญญาณการลดวงเงินซื้อสินทรัพย์จริงๆ ในการประชุมครั้งถัดๆ ไป เราประเมินว่าตลาดการเงินจะไม่เคลื่อนไหวผันผวนดังเช่นในปี 2013 เนื่องจากตลาดรับรู้ข่าวมาพอควรแล้ว

    3.jpg

      ในแง่ของกลยุทธ์การลงทุนที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ คือ

      1.ลดสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล เนื่องจากบอนด์ยิลด์มีทิศทางเป็นขาขึ้นส่งผลลบต่อราคา และผลตอบแทนค่อนข้างน้อยไม่สามารถชดเชยราคาที่ปรับลดลงได้

      2.เพิ่มเงินลงทุนในหุ้นกลุ่มการเงิน ที่ได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจฟื้นตัว และบอนด์ยิลด์เป็นขาขึ้น

      3.กระจายการลงทุนใน Hedge Fund ที่มีกลยุทธ์การขายชอร์ตดัชนีเพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวม และหัวใจสำคัญที่สุดก็คือ การกระจายความเสี่ยงทั้งในแง่ของสินทรัพย์ลงทุนและช่วงเวลาที่เข้าลงทุน

    screenshot.jpg

    ข่าวล่าสุด

    Thai Baht

    • United Arab Emirates Dirham
    • Australia Dollar
    • Canadian Dollar
    • Swiss Franc
    • Chinese Yuan
    • Danish Krone
    • Euro
    • British Pound
    • Hong Kong Dollar
    • Hungarian Forint
    • Japanese Yen
    • South Korean Won
    • Mexican Peso
    • Malaysian Ringgit
    • Norwegian Krone
    • New Zealand Dollar
    • Polish Zloty
    • Russian Ruble
    • Saudi Arabian Riyal
    • Swedish Krona
    • Singapore Dollar
    • Thai Baht
    • Turkish Lira
    • United States Dollar
    • South African Rand

    United States Dollar

    • United Arab Emirates Dirham
    • Australia Dollar
    • Canadian Dollar
    • Swiss Franc
    • Chinese Yuan
    • Danish Krone
    • Euro
    • British Pound
    • Hong Kong Dollar
    • Hungarian Forint
    • Japanese Yen
    • South Korean Won
    • Mexican Peso
    • Malaysian Ringgit
    • Norwegian Krone
    • New Zealand Dollar
    • Polish Zloty
    • Russian Ruble
    • Saudi Arabian Riyal
    • Swedish Krona
    • Singapore Dollar
    • Thai Baht
    • Turkish Lira
    • United States Dollar
    • South African Rand
    อัตราแลกเปลี่ยนในขณะนี้  :
    --
    กรุณาใส่จำนวนเงิน
    Thai Baht
    จำนวนเงินที่สามารถแลกได้
    -- United States Dollar
    ระวังความเสี่ยง

    ข้อมูลของ WikiFX มีที่มาจากข้อมูลของหน่วยงานกำกับดูแลการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเช่น UK FCA, ออสเตรเลีย ASIC เป็นต้น โดยเนื้อหาที่เผยแพร่นั้นขึ้นอยู่กับความยุติธรรมความเป็นกลางและความจริงจากข้อเท็จจริง โดยทาง WikiFX ไม่คิดค่าธรรมเนียมการประชาสัมพันธ์ค่าธรรมเนียมการโฆษณา ค่าธรรมเนียมการจัดอันดับ ค่าธรรมเนียมสีเทา ทาง WikiFX จะพยายามและตั้งใจอย่างเต็มที่เพื่อรักษาความสอดคล้องและเข้ากันของข้อมูลกับแหล่งข้อมูลอื่นๆ เช่นหน่วยงานกำกับดูแล ทั้งนี้ข้อมูลทั้งหลายนั้นอาจจะไม่มีการเข้ากันได้ในแบบเรียลไทม์เสมอไป

    ในมุมมองของความสลับซับซ้อนของอุตสาหกรรมการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศไม่นับว่าผู้ค้าแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแต่ละรายจะได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมายของหน่วยงานกำกับดูแลผ่านทางการหลอกลวง หากข้อมูลที่เผยแพร่โดย WikiFX ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงโปรดส่งให้เราผ่านฟังก์ชั่น“ ร้องเรียน” และ“ การแก้ไขการแก้ไข” ของ WikiFX เราจะตรวจสอบและยืนยันในเวลาและเผยแพร่ผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้อง

    Forex, โลหะมีค่าและ CFDs (OTC OTC) เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการยกระดับซึ่งมีความเสี่ยงสูงและอาจส่งผลให้สูญเสียเงินลงทุนของคุณโปรดลงทุนอย่างมีเหตุผล

    หมายเหตุ*** ข้อมูลที่ระบุไว้ใน WikiFX มีไว้สำหรับอ้างอิงเท่านั้นและไม่ถือเป็นการแนะนำการลงทุน หมายเหตุ*** ข้อมูลที่ระบุไว้ใน Forex Eyes มีไว้สำหรับอ้างอิงเท่านั้นและไม่ถือเป็นการแนะนำการลงทุนขอให้ท่านลูกค้าโปรดใช้วิจารณญาณในการเลือกโบรกเกอร์ และคำนึงถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งนี้ความเสี่ยงที่อาจจะเกิดจากเทรดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ WikiFX