ฝากเงินง่าย แต่กำไรถอนไม่ออก? วิเคราะห์รีวิว Power Trading แบบตรงไปตรงมา
รีวิวโบรกเกอร์
简体中文
繁體中文
English
Pусский
日本語
ภาษาไทย
Tiếng Việt
Bahasa Indonesia
Español
हिन्दी
Filippiiniläinen
Français
Deutsch
Português
Türkçe
한국어
العربية
บทคัดย่อ:บทความนี้อธิบายความแตกต่างระหว่างการเทรดตามเทรนด์ (Trend Following) และการเทรดสวนเทรนด์ (Counter-Trend Trading) ซึ่งเป็นคำถามที่นักเทรดพบอยู่เสมอ โดยชี้ให้เห็นว่าไม่มีวิธีใดดีที่สุดในทุกสถานการณ์ แต่ขึ้นอยู่กับสภาพตลาดในขณะนั้น หากตลาดอยู่ในภาวะ Trending การเทรดตามเทรนด์มักมีความได้เปรียบมากกว่า แต่หากตลาดอยู่ในภาวะ Ranging การเทรดสวนเทรนด์ระยะสั้นอาจให้จุดเข้าและผลตอบแทนที่ดีกว่า ส่วนตลาดแบบ Choppy เป็นช่วงที่ควรหลีกเลี่ยงการเทรดมากที่สุด นอกจากนี้บทความยังอธิบายข้อดี ข้อเสีย สัญญาณบ่งบอกการสิ้นสุดของเทรนด์ รวมถึงกรอบการตัดสินใจที่ช่วยให้นักเทรดเลือกกลยุทธ์ได้เหมาะสม ลดการตัดสินใจด้วยอารมณ์ และเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนเทรดอย่างเป็นระบบ

มีคำถามหนึ่งที่แอดหยี่ยวเห็นวนซ้ำในกลุ่มนักเทรดอยู่เสมอ นั่นคือ “ควรเทรดตามเทรนด์หรือสวนเทรนด์ดี?”
คำตอบที่ได้มักแบ่งเป็นสองฝั่งชัดเจน ฝั่งหนึ่งบอกว่า “ห้ามสวนเทรนด์เด็ดขาด” อีกฝั่งบอกว่า “สวนเทรนด์ได้ถ้าเก่งพอ” และทั้งสองฝั่งก็มีเหตุผลที่ฟังดูสมเหตุสมผลในแบบของตัวเอง
แต่ความจริงที่แอดหยี่ยวอยากบอกคือ คำถามที่ถูกต้องไม่ใช่ “อันไหนดีกว่า” แต่คือ “ตลาดวันนี้เหมาะกับอันไหน”
บทความนี้แอดหยี่ยวจะพาไปเข้าใจทั้งการเทรดตามเทรนด์และเทรดสวนเทรนด์อย่างลึกซึ้ง พร้อมกรอบการตัดสินใจที่ใช้ได้จริงก่อนเปิดออร์เดอร์ทุกวัน
เทรดตามเทรนด์ (Trend Following) คือกลยุทธ์การเทรดที่เปิดออร์เดอร์ในทิศทางเดียวกับแนวโน้มหลักของตลาด ถ้าตลาดอยู่ใน Uptrend ก็ Buy ถ้าอยู่ใน Downtrend ก็ Sell
แนวคิดพื้นฐานของการเทรดตามเทรนด์มาจากหลักการที่ว่า “เทรนด์ที่เกิดขึ้นแล้วมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปมากกว่าที่จะกลับทิศทันที” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากข้อมูลสถิติในตลาดฟอเร็กซ์มาอย่างยาวนาน
เหตุผลที่คนสอนการเทรดมักแนะนำให้เทรดตามเทรนด์ก่อนเสมอมีอยู่หลายประการ ทั้งความเสี่ยงที่ต่ำกว่าเพราะกำลังเดินไปในทิศทางเดียวกับตลาด โอกาสได้กำไรที่สูงกว่าเพราะ Risk/Reward มักดีกว่า และการตัดสินใจที่ง่ายกว่าเพราะมีทิศทางอ้างอิงที่ชัดเจน
เทรดสวนเทรนด์คืออะไร — และมันอันตรายกว่าที่คิดหรือเปล่า
เทรดสวนเทรนด์ (Counter-Trend Trading) คือกลยุทธ์การเทรดที่เปิดออร์เดอร์ในทิศทางตรงข้ามกับแนวโน้มหลักของตลาด โดยคาดการณ์ว่าเทรนด์กำลังจะสิ้นสุดหรือราคากำลังจะย้อนกลับมาในระยะสั้น
หลายคนคิดว่าการเทรดสวนเทรนด์คือการเดาสุ่มที่บ้าบิ่น แต่ความจริงคือมันคือกลยุทธ์ที่มีเหตุผลรองรับ เพียงแต่ต้องการทักษะและประสบการณ์สูงกว่าการเทรดตามเทรนด์
การเทรดสวนเทรนด์มีรูปแบบหลักๆ อยู่สองแบบ คือการเทรดที่จุดกลับตัวของเทรนด์ (Trend Reversal) ซึ่งเป็นการคาดว่าเทรนด์หลักกำลังจะเปลี่ยน และการเทรด Pullback หรือ Correction ซึ่งเป็นการเข้าในช่วงที่ราคาย้อนกลับชั่วคราวก่อนจะวิ่งต่อ
แอดหยี่ยวอยากให้นักเทรดเข้าใจว่า Pullback Trading ที่หลายคนทำอยู่ทุกวันจริงๆ แล้วก็คือรูปแบบหนึ่งของการเทรดสวนเทรนด์ระยะสั้น เพียงแต่ยังอยู่ในทิศทางของเทรนด์ใหญ่
ข้อดีของการเทรดตามเทรนด์
ข้อดีที่ชัดเจนที่สุดคือโอกาสได้กำไรใหญ่ในครั้งเดียว เพราะถ้าเทรนด์ดำเนินต่อไปยาวนาน นักเทรดที่ถือ Position ตามเทรนด์จะได้กำไรสะสมไปเรื่อยๆ นอกจากนี้การตั้ง Stop Loss ก็ทำได้ง่ายกว่า เพราะมีโครงสร้างของ Higher Highs/Higher Lows หรือ Lower Highs/Lower Lows เป็นจุดอ้างอิงที่ชัดเจน
ข้อเสียของการเทรดตามเทรนด์
ข้อเสียหลักคือมักเข้า Trade ช้ากว่าจุดเริ่มต้นของเทรนด์ ทำให้ส่วนต่างระหว่างจุดเข้าและ Stop Loss กว้างขึ้น นอกจากนี้ในช่วงที่ตลาด Ranging หรือ Choppy การเทรดตามเทรนด์จะโดน Stop Loss บ่อยมากเพราะไม่มีเทรนด์ที่ชัดเจนให้ตาม
ข้อดีของการเทรดสวนเทรนด์
ข้อดีที่น่าสนใจที่สุดคือจุดเข้าที่ดีกว่า เพราะการเข้าในจุดที่ราคากำลังย้อนกลับทำให้ Stop Loss แคบกว่าและ Risk/Reward ดีกว่า นอกจากนี้ในตลาดที่ Ranging การเทรดสวนเทรนด์ระยะสั้นมักทำกำไรได้ดีกว่าการรอเทรนด์ที่ไม่มีอยู่จริง
ข้อเสียของการเทรดสวนเทรนด์
ข้อเสียที่ใหญ่ที่สุดคือความเสี่ยงที่สูงกว่า เพราะกำลังต้านแรงของตลาดที่กำลังวิ่งอยู่ ถ้าคาดผิดและเทรนด์ยังดำเนินต่อ ราคาอาจวิ่งไปไกลโดยไม่หันกลับ ทำให้ขาดทุนได้มากกว่าที่คาด นอกจากนี้ยังต้องการการอ่านกราฟที่แม่นยำและประสบการณ์สูงกว่า
นี่คือหัวใจของบทความที่แอดหยี่ยวอยากให้นักเทรดทุกคนนำไปใช้จริง กรอบการตัดสินใจที่แอดหยี่ยวแนะนำมี 3 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1: ระบุสภาพตลาดปัจจุบัน
ก่อนอื่นต้องรู้ว่าตลาดอยู่ในสภาพไหน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก
สภาพแรกคือตลาด Trending ที่มีทิศทางชัดเจน สังเกตได้จากราคาทำ Higher Highs และ Higher Lows อย่างต่อเนื่อง (Uptrend) หรือ Lower Highs และ Lower Lows อย่างต่อเนื่อง (Downtrend) EMA สำคัญเช่น EMA 20 และ EMA 50 เรียงตัวอยู่ในทิศทางเดียวกัน
สภาพที่สองคือตลาด Ranging ที่ราคาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแนวรับแนวต้านชัดเจน สังเกตได้จากราคาวิ่งขึ้นลงระหว่างสองระดับราคาซ้ำๆ EMA เริ่มแบนและตัดกันบ่อยขึ้น
สภาพที่สามคือตลาด Choppy ที่ราคาวิ่งไปมาไม่มีทิศทาง สังเกตได้จากแท่งเทียนที่ดูไม่มี Pattern ชัดเจน และราคาแตะทั้งแนวรับและแนวต้านแบบไม่มีจังหวะ
ขั้นตอนที่ 2: จับคู่สภาพตลาดกับกลยุทธ์ที่เหมาะสม
ตลาด Trending อย่างชัดเจนเหมาะกับการเทรดตามเทรนด์มากที่สุด โดยหาจุดเข้าใน Pullback ที่อยู่ในทิศทางเดียวกับเทรนด์หลัก
ตลาด Ranging เหมาะกับการเทรดสวนเทรนด์ระยะสั้น โดยเข้า Buy ที่แนวรับและ Sell ที่แนวต้านของกรอบ Range นั้น
ตลาด Choppy ไม่เหมาะกับทั้งสองกลยุทธ์ ทางที่ดีที่สุดคือไม่เทรดและรอให้ตลาดมีทิศทางชัดเจนก่อน
ขั้นตอนที่ 3: ยืนยันด้วย Timeframe ที่สูงกว่า
ก่อนเปิดออร์เดอร์ทุกครั้ง ให้ดู Timeframe ที่สูงกว่าที่ใช้เทรดอย่างน้อยหนึ่งระดับเพื่อยืนยันทิศทาง เช่น ถ้าเทรดใน H1 ให้ดู H4 ก่อนเสมอ
ถ้าเทรนด์ใน Timeframe ใหญ่สอดคล้องกับทิศทางที่จะเข้า คือสัญญาณที่ดีสำหรับการเทรดตามเทรนด์ ถ้าเทรนด์ใน Timeframe ใหญ่ขัดแย้งกับทิศทางที่จะเข้า นักเทรดกำลังทำการเทรดสวนเทรนด์ใหญ่ ซึ่งต้องระวังมากขึ้น
การเทรดสวนเทรนด์มีเหตุผลมากขึ้นเมื่อมีสัญญาณที่บ่งบอกว่าเทรนด์กำลังอ่อนแรง แอดหยี่ยวแนะนำให้สังเกตสัญญาณเหล่านี้
Divergence ระหว่างราคาและ Indicator เมื่อราคาทำ Higher High ใหม่แต่ RSI หรือ MACD ทำ Lower High นั่นคือสัญญาณว่า Momentum กำลังอ่อนแรงและเทรนด์อาจใกล้สิ้นสุด
แท่งเทียนกลับตัวที่ระดับสำคัญ รูปแบบแท่งเทียนเช่น Engulfing, Pin Bar หรือ Doji ที่เกิดขึ้นที่แนวต้านสำคัญหรือระดับ Fibonacci สำคัญคือสัญญาณที่บอกว่าแรงซื้อหรือแรงขายกำลังหมด
การทดสอบระดับสำคัญซ้ำหลายครั้งโดยไม่ Breakout เมื่อราคาพยายาม Breakout แนวต้านหรือแนวรับซ้ำๆ แต่ไม่สำเร็จ มักเป็นสัญญาณว่ากำลังจะกลับทิศ
ข้อผิดพลาดที่ 1: เทรดตามเทรนด์ในตลาดที่ไม่มีเทรนด์
นักเทรดหลายคนได้ยินว่า “ให้เทรดตามเทรนด์” แล้วพยายามหาเทรนด์ในทุกสถานการณ์ แม้แต่ในตลาดที่ Ranging หรือ Choppy ผลคือโดน Stop Loss ซ้ำๆ เพราะตลาดไม่ได้มีเทรนด์ให้ตาม
ข้อผิดพลาดที่ 2: เทรดสวนเทรนด์โดยไม่มีสัญญาณยืนยัน
การเข้า Sell เพียงเพราะรู้สึกว่าราคา “ขึ้นมามากแล้ว” โดยไม่มีสัญญาณกลับตัวที่ชัดเจนคือการเดาสุ่ม ไม่ใช่การเทรดสวนเทรนด์ที่มีระบบ
ข้อผิดพลาดที่ 3: เปลี่ยนกลยุทธ์กลางคัน
นักเทรดบางคนเริ่มต้นด้วยการเทรดตามเทรนด์ แต่พอราคา Pullback มาก็กลัวแล้วเปลี่ยนใจเป็นเทรดสวนเทรนด์ หรือในทางกลับกัน ผลคือไม่มีแผนที่ชัดเจนและตัดสินใจด้วยอารมณ์
ข้อผิดพลาดที่ 4: ไม่คำนึงถึง Timeframe
การที่ตลาดอยู่ใน Uptrend ใน M15 ไม่ได้แปลว่ามันอยู่ใน Uptrend ใน H4 ด้วย นักเทรดที่ไม่ดู Timeframe ใหญ่ประกอบอาจเทรดตามเทรนด์ใน Timeframe เล็กโดยไม่รู้ว่ากำลังสวนเทรนด์ใหญ่อยู่
แอดหยี่ยวสรุปกรอบการตัดสินใจที่นักเทรดนำไปใช้ได้ทุกวันก่อนเปิดออร์เดอร์
สำหรับนักเทรดมือใหม่ แนะนำให้เน้นการเทรดตามเทรนด์เป็นหลักก่อน เพราะเข้าใจง่ายกว่า มีโครงสร้างชัดเจนกว่า และเสี่ยงน้อยกว่าในช่วงที่ยังเรียนรู้ระบบ หลีกเลี่ยงการเทรดสวนเทรนด์จนกว่าจะมีประสบการณ์และระบบที่ทดสอบแล้ว
สำหรับนักเทรดระดับกลาง สามารถใช้การเทรดสวนเทรนด์ในรูปแบบของการเข้าใน Pullback ที่อยู่ในทิศทางเดียวกับเทรนด์ใหญ่ได้ โดยต้องมีสัญญาณยืนยันจาก Price Action หรือ Indicator ก่อนเสมอ
สำหรับนักเทรดมีประสบการณ์ สามารถใช้ทั้งสองกลยุทธ์ได้ตามสภาพตลาด แต่ต้องมีระบบที่ชัดเจนสำหรับแต่ละกลยุทธ์ ไม่ใช่การตัดสินใจตามความรู้สึก
การเทรดตามเทรนด์และเทรดสวนเทรนด์ไม่ใช่คู่ตรงข้ามที่ต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่ง แต่คือสองเครื่องมือที่นักเทรดควรมีไว้ในคลังและรู้ว่าสถานการณ์ไหนควรใช้อะไร
นักเทรดที่เข้าใจเรื่องนี้จะไม่ถามว่า “วันนี้ควรเทรดตามหรือสวนเทรนด์?” แต่จะถามว่า “วันนี้ตลาดอยู่ในสภาพไหน และกลยุทธ์ไหนเหมาะกับสภาพนั้น?” ซึ่งเป็นคำถามที่ถูกต้องกว่ามาก
แอดหยี่ยวหวังว่าหลังจากอ่านบทความนี้ นักเทรดทุกคนจะมีกรอบการตัดสินใจที่ชัดขึ้นก่อนเปิดออร์เดอร์ทุกครั้ง และนั่นคือความแตกต่างระหว่างการเทรดอย่างมีแผนกับการเทรดตามความรู้สึก
ถ้าคุณเคยมีประสบการณ์ไม่ดีจากการใช้โบรกเกอร์ไม่ว่าจะโดนโกง ถอนเงินไม่ได้ หรือเจอพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใส เราอยากบอกว่า… คุณไม่ได้เจอเรื่องนี้คนเดียว เพื่อให้วงการ Forex เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น มาเล่าให้เราฟังหน่อยนะครับ ว่าเจออะไรมาบ้าง ทีมงานของเราจะนำข้อมูลไปช่วยวิเคราะห์ และจะติดต่อกลับเพื่อดูว่าเราพอจะช่วยอะไรได้บ้าง
คลิกตรงนี้เพื่อเล่าให้เราฟัง : https://forms.gle/YhR5UGA41pZT62Fo8

อ่านข่าวสาร Forex ทั่วโลกเพิ่มเติมคลิกเลย : https://www.wikifx.com/th/original.html?source=tso4
คุณสามารถตรวจสอบใบอนุญาตโบรกเกอร์ Forex และอ่านรีวิวข้อมูลต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ ผ่านแอป WikiFX เพียงแค่ไปค้นหาชื่อก็เจอข้อมูล ใครที่อยากได้ความรู้ เทคนิค กลยุทธ์การเทรด หรือการวิเคราะห์แนวโน้มตลาด ก็สามารถเข้ามาอ่านได้ อีกทั้งยังมีบริการ EA VPS บนแอป WikiFX อีกด้วย แอปเดียวที่จบครบเรื่อง Forex ดาวน์โหลดฟรี โหลดเลยตอนนี้จะพลาดได้ไง!

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
มุมมองในบทความนี้แสดงถึงมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน สำหรับแพลตฟอร์มนี้ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนและทันเวลาของข้อมูลบทความ และไม่รับผิดชอบต่อการสูญเสียใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลในบทความ

รีวิวโบรกเกอร์

รีวิวโบรกเกอร์

รีวิวโบรกเกอร์

รีวิวโบรกเกอร์
TMGM
OANDA
EBC FINANCIAL GROUP
EC markets
XM
GTCFX
TMGM
OANDA
EBC FINANCIAL GROUP
EC markets
XM
GTCFX
TMGM
OANDA
EBC FINANCIAL GROUP
EC markets
XM
GTCFX
TMGM
OANDA
EBC FINANCIAL GROUP
EC markets
XM
GTCFX