DAIMAN รีวิว | โบรกเกอร์ญี่ปุ่นอายุ 20 ปี ที่คนไทยอาจยังไม่รู้จัก
รีวิวโบรกเกอร์
简体中文
繁體中文
English
Pусский
日本語
ภาษาไทย
Tiếng Việt
Bahasa Indonesia
Español
हिन्दी
Filippiiniläinen
Français
Deutsch
Português
Türkçe
한국어
العربية
اردو
บทคัดย่อ:ASIC เตือนภัยมิจฉาชีพใช้ WhatsApp และ Telegram หลอกลงทุนคริปโตผ่าน “กลุ่มลับ” และแพลตฟอร์มเทรดปลอม โดยอ้างตัวเป็นกูรูหรืออินฟลูเอนเซอร์ พร้อมโชว์กำไรล่อใจให้เหยื่อโอนเงินลงทุน สุดท้ายไม่สามารถถอนเงินได้ และยังถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มซ้ำอีก นอกจากนี้ ยังพบการใช้แผน Pump & Dump ผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อปั่นราคาเหรียญหรือหุ้นแล้วเทขายใส่นักลงทุนรายย่อย โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและนักลงทุนหน้าใหม่ที่มักตัดสินใจจากความน่าเชื่อถือของคนพูดมากกว่าการตรวจสอบข้อมูลจริง ASIC แนะนำให้ตรวจสอบแพลตฟอร์มลงทุนทุกครั้ง หลีกเลี่ยงคำชวนลงทุนจากแชตหรือโซเชียลมีเดีย และระวัง “Recovery Scam” ที่อ้างว่าสามารถช่วยตามเงินคืนได้ เพราะอาจเป็นการหลอกซ้ำอีกทอดหนึ่ง

ช่วงนี้ใครอยู่ในวงการเทรดหรือคริปโต น่าจะเริ่มเห็นรูปแบบการหลอกลงทุนที่มาในรูปแบบ “กลุ่มลับ” หรือ “ห้อง VIP” ผ่านแอปแชตกันมากขึ้น
ล่าสุด Australian Securities and Investments Commission หรือ ASIC หน่วยงานกำกับดูแลตลาดการเงินของออสเตรเลีย ได้ออกมาเตือนนักลงทุนเกี่ยวกับกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้แพลตฟอร์มส่งข้อความ เช่น WhatsApp และ Telegram หลอกลวงเหยื่อให้ลงทุนผ่านแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตปลอม
โดยรูปแบบการหลอกลวงนี้กำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และเริ่มพุ่งเป้าไปที่นักลงทุนรุ่นใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ
มิจฉาชีพมักเริ่มต้นด้วยการดึงเหยื่อเข้ากลุ่มแชตลงทุน ผ่าน WhatsApp หรือแอปพลิเคชันส่งข้อความต่าง ๆ
ภายในกลุ่มจะมีการแอบอ้างเป็นนักลงทุนชื่อดัง กูรูการเงิน หรือผู้เชี่ยวชาญด้านหุ้นและคริปโต เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
หลังจากนั้นจะเริ่มแชร์ “โอกาสลงทุนพิเศษ” หรือ “สัญญาณเทรดแม่น ๆ” พร้อมโชว์ผลกำไรจำนวนมาก เพื่อกระตุ้นให้สมาชิกในกลุ่มเริ่มโอนเงินลงทุน
สิ่งที่น่ากังวลคือ แพลตฟอร์มปลอมเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ดูเหมือนเว็บเทรดจริง ทั้งกราฟราคา ระบบซื้อขาย และตัวเลขกำไรที่ดูสมจริง จนเหยื่อหลายคนเชื่อว่าเงินของตัวเองกำลังเติบโตจริง
แต่ในความเป็นจริง ไม่มีการซื้อขายใดเกิดขึ้นเลย เงินทั้งหมดถูกโอนตรงไปยังมิจฉาชีพทันที
เมื่อเหยื่อเริ่มเชื่อว่าตัวเองได้กำไร และต้องการถอนเงินออกจากระบบ ปัญหาจะเริ่มต้นทันที
เพราะมิจฉาชีพจะอ้างว่าต้องจ่าย “ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม” ก่อนถอน เช่น ค่าปลดล็อกบัญชี ค่าภาษี ค่าตรวจสอบธุรกรรม หรือค่าธรรมเนียมถอนเงิน
สุดท้าย ต่อให้จ่ายเพิ่ม ก็ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้อยู่ดี
เรียกได้ว่าเสียเงินซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยที่ไม่เคยได้รับเงินจริงกลับคืนมาแม้แต่ครั้งเดียว
ASIC ยังเปิดเผยอีกว่า รูปแบบการหลอกลวงลักษณะนี้ เริ่มถูกนำมาใช้ควบคู่กับแผน “Pump & Dump” หรือการปั่นราคาแล้วเทขาย ผ่านกลุ่มแชตและโซเชียลมีเดีย
วิธีการคือ จะมีการนัดกันซื้อเหรียญหรือหุ้นบางตัวเพื่อดันราคาให้พุ่งขึ้น
เมื่อมีนักลงทุนรายย่อยแห่ตามเข้าไปซื้อ มิจฉาชีพก็จะขายทิ้งทันที ทำให้คนที่เข้าทีหลังกลายเป็นคนรับความเสี่ยงเต็ม ๆ
สิ่งที่น่ากลัวคือ หลายครั้งกลุ่มเหล่านี้ใช้ภาพลักษณ์ของ “คอมมูนิตี้นักลงทุน” เพื่อสร้างความไว้ใจ ทำให้เหยื่อรู้สึกเหมือนกำลังได้รับข้อมูลวงใน ทั้งที่จริงแล้วกำลังถูกใช้เป็น Exit Liquidity ให้คนอื่น
ข้อมูลที่ ASIC อ้างอิงระบุว่า นักลงทุนรุ่นใหม่กำลังกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญ ชาวออสเตรเลียอายุ 18–28 ปี กว่า 23% ถือครองคริปโต ขณะที่อีก 29% ยอมรับว่าตัดสินใจซื้อขายระยะสั้นจากอิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์บนโซเชียลมีเดีย
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมมิจฉาชีพถึงหันมาใช้ Social Media และแอปแชตเป็นเครื่องมือหลักในการเข้าถึงเหยื่อ
เพราะคนจำนวนมากตัดสินใจลงทุนจาก “ความน่าเชื่อถือของคนพูด” มากกว่าการตรวจสอบข้อมูลจริง
ASIC แนะนำให้นักลงทุนตรวจสอบผู้ให้บริการคริปโตทุกครั้ง ผ่านทะเบียนผู้ให้บริการสินทรัพย์เสมือนของ AUSTRAC ก่อนตัดสินใจลงทุน
รวมถึงหลีกเลี่ยงคำแนะนำการลงทุนที่ส่งมาแบบไม่ได้ร้องขอ ไม่ว่าจะผ่าน WhatsApp, Telegram, Facebook หรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียใดก็ตาม
หากสงสัยว่าโอนเงินให้แพลตฟอร์มหลอกลวง ควรรีบติดต่อธนาคารทันที เพื่อเพิ่มโอกาสในการอายัดธุรกรรมให้เร็วที่สุด
นอกจากนี้ ASIC ยังเตือนถึง “Recovery Scam” หรือการหลอกว่าจะช่วยกู้เงินคืน ซึ่งกำลังระบาดเพิ่มขึ้นเช่นกัน
หลังเหยื่อสูญเงินไปแล้ว จะมีมิจฉาชีพอีกกลุ่มติดต่อเข้ามา อ้างว่าสามารถช่วยตามเงินคืนได้ แต่ต้องจ่ายค่าดำเนินการล่วงหน้า สุดท้ายก็กลายเป็นการโดนหลอกซ้ำอีกครั้ง
สำหรับนักเทรด Forex และคริปโต เรื่องนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนสำคัญในยุคที่ใครก็สามารถสร้างภาพความน่าเชื่อถือบนโลกออนไลน์ได้ง่าย
สิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การหาโอกาสทำกำไรเร็วที่สุด แต่คือการรู้ว่าอะไรคือ “ของจริง” และอะไรคือ “กับดัก”
เพราะหลายครั้ง จุดเริ่มต้นของการถูกหลอก ไม่ได้มาจากความโลภเพียงอย่างเดียว
แต่มาจากการเชื่อว่า “คนในกลุ่มนั้นดูน่าเชื่อถือ” มากเกินไปนั่นเอง
ถ้าคุณเคยมีประสบการณ์ไม่ดีจากการใช้โบรกเกอร์ไม่ว่าจะโดนโกง ถอนเงินไม่ได้ หรือเจอพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใส เราอยากบอกว่า… คุณไม่ได้เจอเรื่องนี้คนเดียว เพื่อให้วงการ Forex เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น มาเล่าให้เราฟังหน่อยนะครับ ว่าเจออะไรมาบ้าง ทีมงานของเราจะนำข้อมูลไปช่วยวิเคราะห์ และจะติดต่อกลับเพื่อดูว่าเราพอจะช่วยอะไรได้บ้าง
คลิกตรงนี้เพื่อเล่าให้เราฟัง : https://forms.gle/YhR5UGA41pZT62Fo8

อ่านข่าวสาร Forex ทั่วโลกเพิ่มเติมคลิกเลย : https://www.wikifx.com/th/original.html?source=tso4
คุณสามารถตรวจสอบใบอนุญาตโบรกเกอร์ Forex และอ่านรีวิวข้อมูลต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ ผ่านแอป WikiFX เพียงแค่ไปค้นหาชื่อก็เจอข้อมูล ใครที่อยากได้ความรู้ เทคนิค กลยุทธ์การเทรด หรือการวิเคราะห์แนวโน้มตลาด ก็สามารถเข้ามาอ่านได้ อีกทั้งยังมีบริการ EA VPS บนแอป WikiFX อีกด้วย แอปเดียวที่จบครบเรื่อง Forex ดาวน์โหลดฟรี โหลดเลยตอนนี้จะพลาดได้ไง!

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
มุมมองในบทความนี้แสดงถึงมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน สำหรับแพลตฟอร์มนี้ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนและทันเวลาของข้อมูลบทความ และไม่รับผิดชอบต่อการสูญเสียใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลในบทความ

รีวิวโบรกเกอร์

รีวิวโบรกเกอร์

Carry Trade คือกลยุทธ์ที่นักลงทุนกู้เงินจากสกุลเงินดอกเบี้ยต่ำ เช่น เงินเยนญี่ปุ่น แล้วนำไปลงทุนในสินทรัพย์หรือสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ย ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่กองทุนและสถาบันการเงินใช้กันทั่วโลก แม้ในช่วงตลาดนิ่ง Carry Trade จะช่วยสร้างผลตอบแทนได้ดี แต่เมื่อความเสี่ยงในตลาดเพิ่มขึ้น นักลงทุนมักปิดสถานะพร้อมกัน ส่งผลให้ค่าเงินผันผวนรุนแรง โดยเฉพาะคู่เงินที่เกี่ยวข้องกับเยน เช่น USD/JPY หรือ AUD/JPY สำหรับนักเทรด Forex การเข้าใจ Carry Trade ช่วยให้มองเห็นเบื้องหลังการเคลื่อนไหวของตลาด เข้าใจผลกระทบจากนโยบายดอกเบี้ย และระวังความผันผวนที่เกิดจากกระแสเงินทุนขนาดใหญ่ได้ดียิ่งขึ้น เพราะหลายครั้ง สิ่งที่ขับเคลื่อนตลาดแรงที่สุด อาจไม่ใช่ข่าว แต่คือ “การไหลของเงินทุน” จาก Carry Trade นั่นเอง

บทความนี้กล่าวถึงปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศ France ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการรั่วไหลของข้อมูล KYC ของผู้ใช้งานแพลตฟอร์มคริปโท โดยกลุ่มอาชญากรนำข้อมูลส่วนตัวมาใช้ในการลักพาตัว ข่มขู่ และบังคับให้เหยื่อโอนสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมนำเสนอแนวทางป้องกันตัว เช่น การใช้รหัสฉุกเฉิน การเตรียมกระเป๋าเงินสำรอง และการรักษาความเป็นส่วนตัวในโลกออนไลน์ เพื่อสะท้อนว่าความปลอดภัยของนักลงทุนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโลกดิจิทัลอีกต่อไป
HFM
AVATRADE
TICKMILL
vantage
EBC FINANCIAL GROUP
eightcap
HFM
AVATRADE
TICKMILL
vantage
EBC FINANCIAL GROUP
eightcap
HFM
AVATRADE
TICKMILL
vantage
EBC FINANCIAL GROUP
eightcap
HFM
AVATRADE
TICKMILL
vantage
EBC FINANCIAL GROUP
eightcap