简体中文
繁體中文
English
Pусский
日本語
ภาษาไทย
Tiếng Việt
Bahasa Indonesia
Español
हिन्दी
Filippiiniläinen
Français
Deutsch
Português
Türkçe
한국어
العربية
'เงินเฟ้อพุ่ง'ปัญหาเร่งด่วนของอาเซียน
บทคัดย่อ:'เงินเฟ้อพุ่ง'ปัญหาเร่งด่วนของอาเซียน แม้เงินเฟ้อจะอยู่ในเพดานการควบคุมของธนาคารกลางอินโดนีเซียแต่ข้าวของแพงเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนในประเทศแล้ว
ตอนนี้ นอกจากจะรับมือกับการระบาดของโรคโควิด-19แล้ว ชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กำลังออกมาตรการต่างๆเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อพุ่ง ซึ่งเป็นผลพวงจากอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นทั่วโลก

ดัชนีซีพีไอเดือนม.ค.ของอินโดนีเซีย ทะยานสูงสุดในรอบ 20 เดือน ส่วนสิงคโปร์อัตราเงินเฟ้อเดือนธ.ค.เพิ่มเป็น4% และมาเลเซีย เร่งควบคุมราคาอาหารและเชื้อเพลิงที่ทะยานขึ้นมากจนทำให้อัตราเงินเฟ้อโดยเฉลี่ยในเดือนธ.ค.ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3.2%
แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อของอินโดนีเซียจะอยู่ในอัตราการควบคุมของธนาคารกลาง แต่ทางการก็ต้องเร่งบรรเทาอัตราเงินเฟ้อให้ลดลงมากกว่านี้เพราะปัญหาข้าวของแพงเริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนในประเทศแล้ว
ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติอินโดนีเซีย ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธ(2ก.พ.)ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ)ของอินโดนีเซียปรับตัวขึ้น 2.18% ในเดือนม.ค.ถือว่าปรับตัวขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค.ปี 2563
“อัตราเงินเฟ้อในเดือนม.ค.เป็นผลมาจากปริมาณสินค้าที่มีอย่างจำกัดจนส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งยังบ่งชี้ว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากปัญหาคอขวดในระบบซัพพลายเชนมากกว่าความต้องการของผู้บริโภคฟื้นตัว”มาร์โก ยูโวโน หัวหน้าสำนักงานสถิติอินโดนีเซีย กล่าว
ธนาคารกลางอินโดนีเซีย กำหนดเป้าเงินเฟ้อไว้ที่ 2-4% แต่รัฐบาลวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าที่จำเป็น ในช่วงที่่รัฐบาลพยายามพลิกฟื้นเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโตเหมือนเดิม หลังจากเศรษฐกิจบอบช้ำอย่างหนักเพราะการระบาดของโรคโควิด-19
ดัชนีซีพีไอประเภทอาหาร เครื่องดื่มและบุหรี่ของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 3.45%ปีต่อปี ถือเป็นการปรับตัวสูงสุดในรอบ 12 เดือนเป็นอย่างน้อย ขณะราคาอาหารสำคัญๆอย่างเช่น ไก่ ข้าว และไข่ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ ส่วนน้ำมันปรุงอาหารปรับตัวเพิ่มขึ้นมากที่สุด
ข้อมูลจากเว็บท่าที่สังเกตุการณ์ด้านราคาของกระทรวงพาณิชย์อินโดนีเซีย ระบุว่า ราคาน้ำมันพืชปริมาณมากและที่บรรจุถุงเล็กๆปรับตัวขึ้นประมาณ 40%
เพื่อควบคุมราคาไม่ให้สูงกว่านี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลได้กำหนดเพดานต้นทุนราคาน้ำมันปาล์มดิบไว้ที่กิโลกรัมละ 9,300 รูเปี๊ยะห์ (65 เซนต์) รวมทั้งออกกฎให้บรรดาผู้ประกอบการด้านน้ำมันพืชขายน้ำมันดิบแก่ตลาดท้องถิ่นในสัดส่วน 20% ของปริมาณการส่งออกโดยรวม
“เรากำหนดให้ผู้ผลิตเร่งกระจายน้ำมันสำหรับปรุงอาหารในทันทีเพื่อสร้างหลักประกันว่าทั้งพ่อค้าและผู้ค้าปลีกในตลาดจะไม่เจอปัญหาขาดแคลนน้ำมันชนิดนี้ ขณะที่ในส่วนของชุมชนต่างๆนั้น เราเรียกร้องพวกเขาว่าอย่าตระหนกตกใจกับสถานการณ์ด้านราคาจนต้องกักตุนสินค้าเพราะเรารับประกันว่าน้ำมันพืชยังคงมีขายในท้องตลาดและขายในราคาที่ทุกคนสามารถซื้อได้”มูฮัมหมัด ลัตฟิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อินโดนีเซีย กล่าว
ด้าน“เพอร์รี วาร์จิโย” ผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย ประกาศเมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า ธนาคารกลางมีแผนปรับเพิ่มสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) อย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออัตราดอกเบี้ยในตลาด
เพอร์รี กล่าวว่า การเคลื่อนไหวนี้ ไม่ควรถูกตีความว่าธนาคารกลางกำลังคุมเข้มนโยบายการเงิน แต่เป็นการปรับนโยบายกลับสู่ภาวะปกติ
นอกจากอินโดนีเซียแล้ว มาเลเซียก็เผชิญปัญหาราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นเช่นกัน โดยราคาสินค้าแพงขึ้น 3.2% ในเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว และรัฐบาลได้ออกมาตรการควบคุมราคาสินค้าประเภทอาหารบางชนิด เช่น ข้าว และเนื้อ
“อเล็กซานเดอร์ นันตา ลิงกี” รัฐมนตรีการค้าภายในประเทศและกิจการผู้บริโภคของมาเลเซีย กล่าวว่า เมื่อดูจากแนวโน้มของโลก มาเลเซียน่าจะได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อสูงขึ้นเช่นกัน โดยดัชนีราคาผู้บริโภคเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบกับหนึ่งปีที่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นราคาอาหารและเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น
นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อของประเทศในช่วงเดือน ม.ค.- ธ.ค.2564 เพิ่มสูงขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับเงินเฟ้อหดตัว 1.2% ในช่วงเดียวกันของปี 2563
ลิงกี บอกว่า เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อตรึงราคาอาหารสำคัญ ๆ เช่น ข้าว และเนื้อ โดยให้เงินอุดหนุน หรือ ความช่วยเหลือรูปแบบอื่น เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะสามารถซื้ออาหารและสิ่งของจำเป็นในราคาที่จับจ่ายได้
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มาเลเซียประกาศจัดสรรงบ 680 ล้านริงกิตเพื่อตรึงราคาสินค้าจำเป็น และธนาคารกลางยังคงรักษาอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำที่ 1.75% ต่อไป
ลิงกี ยังบอกด้วยว่า การระบาดของโควิด-19 ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ทำให้ห่วงโซ่อุปทานของอาหารหยุดชะงัก ส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิต ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น และรัฐบาลจำเป็นต้องควบคุมราคาสินค้าจำเป็นนานขึ้น เพราะราคาอาหารยังปรับตัวสูงขึ้น
ขณะที่คณะกรรมการธนาคารกลางสิงคโปร์ (เอ็มเอเอส) ประกาศใช้นโยบายคุมเข้มด้านการเงินผ่านทางการกำหนดกรอบอัตราแลกเปลี่ยนแทนการปรับอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะทำให้ดอลลาร์สิงคโปร์แข็งค่าขึ้น หรืออ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินที่เป็นคู่ค้าหลักของสิงคโปร์ภายในกรอบเป้าหมายที่เอ็มเอเอสกำหนดไว้
การปรับนโยบายการเงินผ่านการกำหนดกรอบอัตราแลกเปลี่ยนครั้งนี้ เอ็มเอเอสดำเนินการใน 3 ด้านด้วยกันซึ่งได้แก่ ความชัน (Slope), ค่ากลาง (Mid-Point) และความกว้าง (Width) ของกรอบอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนด (Policy Band) หรือที่เรียกว่า Nominal Effective Exchange Rate (NEER)
การประกาศใช้นโยบายคุมเข้มด้านการเงินของ เอ็มเอเอสมีขึ้น หลังจากทางการสิงคโปร์เปิดเผยดัชนีซีพีไอเดือนธ.ค.ขยายตัวเร็วที่สุดในรอบเกือบ 8 ปี
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ:
มุมมองในบทความนี้แสดงถึงมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้นและไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน สำหรับแพลตฟอร์มนี้ไม่รับประกันความถูกต้องครบถ้วนและทันเวลาของข้อมูลบทความ และไม่รับผิดชอบต่อการสูญเสียใด ๆ ที่เกิดจากการใช้ข้อมูลในบทความ
WikiFX โบรกเกอร์
AVATRADE
ZFX
eightcap
FXCM
EC markets
GO Markets
AVATRADE
ZFX
eightcap
FXCM
EC markets
GO Markets
WikiFX โบรกเกอร์
AVATRADE
ZFX
eightcap
FXCM
EC markets
GO Markets
AVATRADE
ZFX
eightcap
FXCM
EC markets
GO Markets
